วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560


กิจกรรมมือนี้ของใครกัน

วาดมือของตนเอง โดยให้วาดมือที่ตรงข้ามกับข้างที่ถนัด รวมถึงต้องวาดเส้นลายมือของข้างที่คว่ำเอาไว้ด้วย จากนั้นให้เพื่อนตามหามือของผู้ที่วาดรูปนี้ให้เจอ โดยที่ไม่ได้เขียนชื่อเอาไว้ที่กระดาษ

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560

ความรู้ที่ได้รับ

✿ การศึกษาแบบเรียนรวม ✿

รูปแบบการจัดการศึกษา

➤ การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
➤ การศึกษาพิเศษ (Special Education)
➤ การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education) >> เด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ
↳ มีบางวิชาในระดับประถม เด็กพิเศษจะเข้ามาเรียนร่วมกับเด็กปกติ เช่น พละ  ศิลปะ ดนตรี
↳ เรียนร่วมเต็มเวลาในระดับอนุบาล ทางโรงเรียนจะเลือกเด็กที่อนุญาตให้เข้ามาเรียนร่วมกับเด็กปกติได้
➤ การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) >> เด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ แต่มีความเสมอภาคมากกว่า โรงเรียนไม่มีสิทธิเลือกเด็ก


" Inclusive Education is Education for all " - Wilson (2007)
กิจกรรมวาดภาพดอกบัว

จากการวาดภาพดอกบัวทำให้ได้เรียนรู้ว่า ดอกบัวที่วาดก็เหมือนกับเด็ก เห็นเป็นอย่างไรก็ควรบรรยายไปตามนั้น ไม่ควรใส่ความรู้สึกของตนเองเข้าไป

ข้อควรระวังในการปฏิบัติ

- ครูต้องไวต่อความรู้สึกและสามารถตัดสินใจได้ล่วงหน้า
- ประเมินน้ำหนักความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น ควรแก้ปัญหาไปทีละอย่างจากหนักไปเบา
- ครูควรจดบันทึกเอาไว้ทุกวัน
- ครูไม่ควรตั้งชื่อระบุประเภทเด็ก
- ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีความผิดปกติให้เป็นหน้าที่ของหมอ

การบันทึกการสังเกต

✦ การนับอย่างง่ายๆ → นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
✦ การบันทึกต่อเนื่อง → เขียนทุกอย่างที่เด็กทำกิจกรรม โดยครูไม่เข้าไปแนะนำ
✦ การบันทึกไม่ต่อเนื่อง → เป็นการบันทึกสั้นๆของพฤติกรรมแต่ละคน

✩ ครูควรตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง ต้องดูด้วยว่าพฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ ✩

การนำความรู้ไปใช้

การเป็นครูต้องคำนึงถึงเด็กเป็นสำคัญ ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กอยู่ตลอด ไม่สามารถปล่อยปะละเลยได้ และควรที่จะจดบันทึกวันต่อวันมากกว่าสะสมไว้หลายๆวันแล้วค่อยจด เพราะอาจทำให้ลืมได้ นอกจากนี้ครูก็ไม่ควรวินิจฉัยและตัดสินทันทีว่าเด็กมีความผิดปกติ ครที่จะเป็นหน้าที่ของหมอ

การประเมินผล

ตนเอง : นำอุปกรณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมมาตามคำสั่งของอาจารย์ ตั้งใจเรียนและจดความรู้เพิ่มเติม
เพื่อน : เตรียมอุปกรณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมมากันอย่างพร้อมเพรียง
อาจารย์ : อธิบายและยกตัวอย่างให้เห็นทำให้สามารถเข้าใจได้ง่าย


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2560

ความรู้ที่ได้รับ

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)

➤ มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
 แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
➤ ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
➤ มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ

ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)

• ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
• ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
• เอะอะและหยาบคาย



ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)

• ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา

➜ สมาธิสั้น (Attention Deficit)

    - มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา
    - พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น

     ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง   → ปัจจัยทางชีวภาพ
                                                                         → ปัจจัยทางจิตสังคม
• ขาดเหตุผลในการคิด
• อาการหลงผิด (Delusion)
• อาการประสาทหลอน (Hallucination)
• พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน 
•มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดทางอารมณ์

เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders) - ADHD

• Inattentiveness  ➝ ขาดสมาธิ ทำอะไรได้ไม่นาน เหม่อลอยง่าย
• Hyperactivity  ➝ อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

• Impulsiveness  ➝ หุนหันพลันแล่น ยับยั้งตนเองไม่ค่อยได้ พูดโพล่ง

❤ สาเหตุ - ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง
              - พันธุกรรม
              - สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ยารักษาโรคสมาธิสั้น >> กระตุ้นให้มีสมาธิมากขึ้น


เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)

➼ เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก

กิจกรรมบำบัดในเด็กสมาธิสั้น

- ลดการอยู่ไม่นิ่ง → ออกแรงแบบมีจุดมุ่งหมาย
                           → Self Control เคลื่อนไหวแบบช้าลง
                           → Relaxation Training ผ่อนคลาย สงบลง
- การบำบัดเพื่อสมาธิ → การปรับสภาพแวดล้อมคือ การนั่งหันหลังให้กับประตู ไม่เห็นผู้คน
                            → การปรับพฤติกรรม ดึงความสนใจ เล่นของเล่นทีละอย่าง
                            → การบำบัดเพื่อเพิ่มทักษะการรับรู้ทางสายตา
- ความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ
- แยกแยะภาพซ้อน
- ฝึกการรับรู้รูปทรง
- ฝึกการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย
- มิติสัมพันธ์

การนำความรู้ไปใช้

เด็กสมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูผิดวิธีของพ่อแม่ แต่เกิดจากการทำงานของสมองที่ควบคุมไม่ได้ จึงมียารักษาโรคสมาธิสั้นที่สามารถทำให้สมาธิมากขึ้นได้ จึงควรให้เด็กได้ทานยาอยู่ตลอดไม่ให้ขาด

การประเมินผล

ตนเอง : ตั้งใจฟังอาจารย์และดูคลิปที่อาจารย์นำมาให้ดูอย่างตั้งใจ
เพื่อน : เพื่อนบางคนมีอาการเหม่อลอย แต่เมื่อาจารย์ตั้งคำถามก็จะร่วมมือกันตอบได้เป็นอย่างดี
อาจารย์ : มีวิธีการยกตัวอย่างและย้ำเตือนความจำทำให้จำได้และเข้าใจมากขึ้น

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560

ความรู้ที่ได้รับ

วันนี้ได้เข้าสังเกตเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่โรงเรียนเกษมพิทยา 

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 นำเต้นออกกำลังกายยามเช้า





อนุบาล 3/2 ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ


















กิจกรรมเสริมประสบการณ์

ซึ่งได้ทำการสังเกตน้องณิชา อนุบาล 3/2 เป็นออทิสติกแบบอ่อนๆ คือไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อยู่ในโลกของตนเอง สำหรับน้องณิชาสามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ แต่จะปฏิสัมพันธ์ได้ดีกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้วยกัน พี่นักศึกษาที่ฝึกสอนได้กล่าวถึงประสบการณ์ให้ฟังว่า
"น้องมีอาการกรีดร้องออกเมื่อไม่พอใจหรือเพื่อนในห้องคุยกันเสียงดัง แต่อาการดีขึ้นมากแล้ว"

น้องณิชา อนุบาล3/2


น้องณิชาชอบเล่นมุมบ้าน เล่นคนเดียว และมีทักษะด้านตัวเลข สามารถบอกเลขจำนวนมากได้ เช่น แตงโมราคา 72 บาท และเมื่อมีผู้ใหญ่พูดคุยด้วย น้องจะตอบ แต่น้องไม่ค่อยเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน
น้องณิชาฟังเพื่อนเล่าประสบการณ์อย่างตั้งใจ
การนำความรู้ไปใช้

เมื่อนำความรู้ที่ได้จากในห้องเรียนมาประกอบกับการได้สังเกตเด็กที่มีความพิเศษจึงทำให้ได้เข้าใจในตัวเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น เข้าใจว่าควรทำอย่างไรเมื่อเขาแสดงออกแบบนี้

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560

ความรู้ที่ได้รับ

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)

➤ เรียกย่อๆว่า L.D.
➤ มีปัญหาทางการเรียนรู้
➤เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของสมองในเรื่องของการตีความ หรืออาจเกิดจากกรรมพันธุ์

1. ด้านการอ่าน (Reading Disorder) - อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ ไม่สามารถจับใจความได้ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้

หาว          ⟶            หาม / หา

ง่วง            ⟶         ม่วม / ม่ง / ง่ง

อาหาร       ⟶               อาหา

⭐ สามารถวัดได้เมื่อเด็กขึ้นระดับชั้นประถม

2. ด้านการเขียน (Writing Disorder) - เขียนตัวหนังสือผิด เขียนสลับกัน เช่น ม-น ถ-ภ
                                                         - เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด
                                                         - ลากเส้นวนๆ ม้วนเข้าม้วนออก
                                                         - เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
                                                         - จับดินสอแน่นมาก
                                                         - สะกดคำผิด
                                                         - เขียนไม่ตรงบรรทัด

หนังสือ              →               นาสือ

ละเมย                →           ละเมอ

ไกรรง                  →           กรรไกร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้


3.ด้านการคิดคำนวณ (Mathematic Disorder) - ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลข ทำให้แก้โจทย์เลขไม่ได้
                                                                       - นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
                                                                       - เขียนเลขกลับกัน

4.หลายๆด้านรวมกัน

✪ อาการ L.D. มักเกิดควบคู่กับสมาธิสั้น การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อไม่ดี

ออทิสติก (Autistic)

➤ ไม่ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
➤ มีเอกลักษณ์ของตนเอง
➤ รักษาไม่หาย นอกจากช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น


" ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว"

➤ ออทิสติกเทียมคือ ปล่อยให้ลูกอยู่กับสื่อโทรทัศน์ แท๊บเล็ต

การนำความรู้ไปใช้

เรียนรู้และเข้าใจเด็กว่าทำไมเด็กถึงกระทำแบบนี้ มีอาการเช่นนี้สาเหตุเกิดมาจากอะไร

การประเมินผล

ตนเอง: ตอบคำถามของอาจารย์อยู่สม่ำเสมอ
เพื่อน: ตั้งใจฟังอาจารย์ ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน
อาจารย์: มีการยกตัวอย่างทำให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560

ความรู้ที่ได้รับ

เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language Disorders)

⇒ เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด คือ เด็กที่มีการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจน เสียง จังหวะการพูด

    1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders)
    - เกิดจากตัวเด็กเอง ไม่ใช่เพราะถิ่นกำเนิด
    - จะออกเสียงเป็นตัวอักษรอื่น ทำให้เสียงเพี้ยนไป
    - เมื่อฝึกพูดบ่อยๆจะหายเอง

    2. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (Speech Flow Disorders)
    - โครงสร้างทางภาษาผิด
    - อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป

    3. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders)
    - เสียงดังหรือค่อยเกินไป
    - สามารถแก้ไขได้

⇒ เด็กที่มีความบกพร่องทางภาษา คือ การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด
  
การพัฒนาทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language)
    - ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วนๆ
    - สร้างประโยคไม่ได้

ความผิดปกติทางการพูดและภาษาเนื่องมาจากพยาธิที่พบในสมอง
→อ่านไม่ออก (alexia)                →เขียนไม่ได้ (agraphia)     →พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้


                             

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา

- ในวัยทารกเด็กไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ
- หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังคงเข้าใจยาก
- มีปัญหาในการสื่อความหมาย
- ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments)

- เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน เช่น หัวลีบ แขนลีบ
- อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
- เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง

➤ โรคลมชัก (Epilepsy)  - เกิดความผิดปกติในสมองเพราะ มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกินไป
                                        - สามารถบรรเทาด้วยการกินยากันชัก

1.การชักในช่วงเวลาสั้นๆ (Petit Mal) - เกิดในเด็กไม่เกิน 1 ขวบ
                                                          - มีอาการเหม่อสั้นๆ เด็กจะนั่งเฉยหรือบางทีตัวสั้นเล็กน้อย

2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal) - เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง กล้ามเนื้อเกร็ง เมื่อหายจะนอนหลับไปชั่วครู่

3.การชักแบบแปลกๆ (Partial Complex) - เหมือนจะรู้ตัว แต่ไม่ตอบสนองต่อคำพูด
                                                               -  หลังอาการชักจะจำเหตุการณ์ไม่ได้ และต้องการนอนพักเพราะ รู้สึกเหนื่อยมาก

4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial) - ทำอะไรบางอย่างโดยที่ไม่รู้ว่าตนเองทำ แต่ไม่มีอาการชัก เมื่อหายจะรู้สึกหมดแรง

5. ลมบ้าหมู (Grand Mal) - กล้ามเนื้อเกร็ง แขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น

การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานในกรณีเด็กมีอาการชัก

-จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบ
-หาของนุ่มๆมาหนุนศีรษะ
-ดูดเสมหะออกจากปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง
-จัดเสื้อผ้าให้หลวม
-ทำการช่วยหายใจด้วยวิธีเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ

ซี.พี. (Cerebral Palsy) ⇉  บกพร่องทางร่างกาย สมองพิการ ปัญญาปกติ

- การเป็นอัมพาตคือ การที่ร่างกายขยับไม่ได้ตามคำสั่ง เนื่องจากระบบสมองพิการ
- การเคลื่อนไหว การพูด มีพัฒนาการที่ล่าช้า

1.กลุ่มแข็งเกร็ง (Spastic)

➼ อัมพาตครึ่งซีก
➼ อัมพาตครึ่งท่อนบน
➼ อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
➼ อัมพาตทั้งตัว

                         ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ spastic cp

2. กลุ่มที่มีการเคลื่นไหวที่เกิดขึ้นเอง

➼ athetoid มีอาการขยุกขยิก มีอาการคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย
➼ ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย

3. กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed)

➼ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆเสื่อมสลายตัว
➼ โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ เช่น กระดูกหลังโกง ไขสันหลังเชื่อมติดกัน
➼ โปลิโอ เกิดจากเชื้อไวรัส มีผลกระทบต่อสติปัญญา ต้องได้รับวัคซีนให้ครบ 3-5 ครั้ง
➼ โรคกระดูกอ่อน
➼ โรคศีรษะโต มีน้ำคลั่งในสมอง
➼ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ รักษาไม่ได้

การนำความรู้ไปใช้

ได้รับความรู้เกี่ยวกับการนำความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานในกรณีที่เด็กชัก และทำให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆมากขึ้น สามารถแบ่งแยกของประเภทได้

การประเมินผล

ตนเอง: ตั้งใจฟังขณะที่อาจารย์สอน ให้ความร่วมมือภายในชั้นเรียน
เพื่อน: ให้ความร่วมมือในชั้นเรียนเป็นอย่างดี และออกมายกตัวอย่างให้เพื่อนดูทำให้เห็นภาพ
อาจารย์: ยกตัวอย่างได้ชัดเจน ทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3
วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม 2560

ความรู้ที่ได้รับ

ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แบ่งเป็น 2 ประเภท
-เด็กปัญญาเป็นเลิศ
-เด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง

1.เด็กปัญญาเป็นเลิศ

-เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
-จะเรียนรู้แต่สิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น
-ใช้คำพูดเหมือนผู้ใหญ่
-ไม่ชอบอยู่กับเด็กวัยเดียวกัน
-จะถามคำถามตลอดเวลา

2.เด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง

1. เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
   -เด็กเรียนช้า IQ 71-90 สาเหต ,มาจาก
ภายนอก จากเศรษฐกิจครอบครัว  ในคนรวยจะพบมากกว่า
ภายใน พัฒนาการช้า
   - เด็กปัญญาอ่อน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20 ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะอะไรได้เลย
2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34 สามารถฝึกหัดการใช้ชีวิตประจำวันได้ เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R
3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49 สามารถทำกิจกรรมง่ายๆได้ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R
4.เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70 สามารถเรียนในระดับประถมศึกษาได้ เรียกโดยทั่วไปว่า E.M.R

**ดาวน์ซินโดรม เกิดจากสาเหตของความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21**

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
-ช่วงความสนใจสั้น
-อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างที่ผิดปกติ
-ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

2. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
-เด็กหูตึงแบ่งเป็น 4 ระดับ
1.หูตึงระดับน้อย มีปัญหาการรับฟังเสียงเบาๆ
2.หูตึงระดับปานกลาง ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้
3.หูตึงระดับมาก มีปัญหาการฟังและการพูด ต้องอาศัยการอ่านปาก
4.หูตึงระดับรุนแรง มีปัญหาการฟังและการพูดอย่างมาก ได้ยินเสียงก่อสร้างแบบเบา

-เด็กหูหนวก ต้องอาศัยการเรียนรู้ภาษามือ

ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
-ตะเเคงหูฟัง
-พูดด้วยสำเนียงแปลกๆ
-มักแสดงท่าทางขณะพูด
-มองปากของผู้พูด

3. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
-เด็กตาบอด มีลานสายตาแคบแค่ 5 องศา และต้องใช้ประสาทสัมผัสในด้านอื่นๆเพื่อจะช่วยในการรับรู้
-เด็กตาบอดไม่สนิท มีลานสายตาสูงสุดไม่เกิน 30 องศา

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
-ปวดศีรษะบ่อย
-ก้มศีรษะชิดกับงาน โดยปกติระยะห่างต้องประมาณ 1 ฟุต
-ตาและมือทำงานไม่สัมพันธ์กัน

การนำความรู้ไปใช้

สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่างๆ เพื่อจะได้รับรู้ถึงความต้องการของเด็กประเภทนี้ได้

การประเมินผล
ตนเอง: ตั้งใจฟังอาจารย์ผู้สอนอธิบายถึงเนื้อหาในรายวิชา มีการจดโน้ตย่อในบางหัวข้อ
เพื่อน: เพื่อนบางคนสนใจฟังในสิ่งที่อาจารย์สอน แต่บางคนก็สนใจบาง คุยกันบาง
อาจารย: อธิบายเนื้อหาได้ชัดเจน และยังสร้างบรรยากาศการสอนได้ดี ช่วยทำให้การสอนไม่น่าเบื่อ